หน้าเว็บ

krucholticha

krucholticha
lovely English teacher

วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555


Asking for & Giving an opinion

Asking for opinion คือ การถามความคิดเห็น ทรรศนะคติจากคู่สนทนา โดยปกติแล้วประโยคที่มักพบบ่อยๆในชีวิตประจำวันมีดังต่อไปนี้

    -What do you think?
     (วอท ดู ยู ติ๊ง)
     คุณคิดว่าไง?

    -What are your ideas?
     (วอท อาร์ ยัว ไอเดียส์)
     คุณมีความคิดว่าไง?

    -How do you feel about that?
     (ฮาว ดู ยู ฟิว อะเบาวท์ แดท)
     คุณรู้สึกยังไงกับสิ่งนั้น?

    -What’s your opinion?
     (วอทส์ ยัว เออะพิเนียน)
     คุณมีความคิดเห็นยังไง?

    -Do you have any thought on that?
     (ดู ยู แฮฟ เอนี่ ตอทต์ ออน แดท)
     คุณมีความคิดเห็นเกี่ญวกับสิ่งนั้นไหม?

Giving an opinion คือ การแสดงความคิดเห็น 


   -I think we should buy a new car.
    (ไอ ติ๊ง วี ชู๊ด บาย อะ นิว คาร์)
    ฉันคิดว่า เราควรซื้อรถใหม่

   -I believe that smoking should be outlawed.
    (ไอ บิลิฟ แดท สโมกกิ้ง ชูด บี เอาท์ลอด์)
    ฉันมีความเชื่อว่า การสูบบุหรี่ควรที่จะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

   -In my opinion, Titanic is the best movie.
    (อิน มาย เออะพิเนียน ไททานิค อีส เดอะ เบส มูฟวี่)
    ในความคิดของฉัน ไททานิคเป็นภาพยนน์ที่ดีที่สุด

   -I feel that it is the right thing to do.
    (ไอ ฟิว แดท อิท อีส เดอะ ไรท์ ติง ทู ดู)
    ฉันรู้สึกว่า มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ควรทำ

   -I don’t think we need one.
    (ไอ ด๊น ติ๊ง วี นีด วัน)
    ฉันไม่คิดว่า เราต้องการมัน

   -I don’t believe that it is yours.
    (ไอ ด๊น บิลิฟ แดท อิท อิส ยัวส์)
    ฉันไม่เชื่อว่า มันเป็นของคุณ

   -I don’t feel that it’s a good idea.
    (ไอ ด๊น ฟิว แดท อิทส์ อะ กู๊ด ไอเดีย)
    ฉันไม่รู้สึกว่า มันเป็นความคิดที่ดีเท่าไหร่

*** ประโยคที่ขีดเส้นใต้ จะถูกเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่ผู้พูดต้องการ


Asking for information & Giving information

Asking for information

การขอข้อมูลหรือรายละเอียดต่าง ๆ ในภาษาอังกฤษ เราสามารถใช้ Wh-question ในการขอข้อมูลนั้น ๆ
ยกตัวอย่างการใช้ Wh-question หลัก ๆ เพื่อถามคำถามในการขอข้อมูลต่าง ๆ ได้แก่

  What (อะไร?/สิ่งใด?) ใช้ถามเมื่อต้องการรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ วัตถุ ความคิดเห็น หรือการกระทำ
 
   
    What is this?
    นี่คืออะไร?
    What is that?
    นั่นอะไร?
    What are these?
    เหล่านี้คืออะไร

    What are those?
    เหล่านั้นคืออะไร

  
  When (เมื่อไร?) ใช้ถามถึง เวลา 

    When is the shop open?
    ร้านเปิดเมื่อไหร่? (กี่โมง)

  Where (ที่ไหน?) ใช้ถามถึง สถานที่/ ตำแหน่ง
 

    Where is your school?
    โรงเรียนของคุณอยู่ที่ไหน?
    Where is Mr. King?
    คุณ king อยู่ที่ไหน?

    Where is Ms. Knight?
    คุณ knight อยู่ที่ไหน?

    Where's Johnny?    
    Johnny อยู่ที่ไหน?


  Who (ใคร?) ใช้ถามถึง บุคคล
 
   
    Who is standing there?
    ใครยืนอยู่ตรงนั้น?

  Why (ทำไม?) ใช้ถามถึง เหตุผล
 

    Why didn’t you go to the party last night?
    ทำไมเมื่อคืนคุณไม่ไปงานปาร์ตี้?

  How (อย่างไร?) ใช้ถามถึง วิธีการ รูปแบบ ความเป็นมาเป็นไปของสิ่งต่าง ๆ
 

    How do you go to work?
    คุณไปทำงานยังไง? (วิธีการเดินทาง)
  
    How is the food?    
    อาหารรสชาติเป็นอย่างไรบ้าง?


นอกจากนี้ยังมีคำอื่น ๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการถามคำถามเพื่อหาข้อมูล และรายละเอียดต่าง ๆ เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น
 

  Which (อันไหน?/สิ่งไหน?) ใช้ถามเมื่อมีตัวเลือก
 

    Which is your wallet?
    กระเป๋าสตางค์ของคุณอันไหน?
 
  Whose (ของใคร?) ใช้ถามเมื่อสิ่งนั้น ๆ มีลักษณะของการแสดงความเป็นเจ้าของ
 
   
     Whose is that car?
     รถคันนั้นของใคร?

  What kind of (แบบไหน?) ใช้ถามรายละเอียดชนิด ประเภทของสิ่งต่าง ๆ
 
     
     What kind of food do you like?
     คุณชอบอาหารประเภทไหน? (แบบไหน?)

นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้คำว่า How + adj เพื่อสร้างคำถามได้อีกมากมายในรูปแบบต่าง ๆ ที่ระบุรายละเอียดเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น
 

  How much (เท่าไหร่?) ใช้ถามราคา จำนวน ปริมาณ (สำหรับนามนับไม่ได้)
 
   
    How much is the watch?
    นาฬิกาข้อมือราคาเท่าไหร่?

    How much sugar do you want to buy?
    คุณต้องการซื้อน้ำตาล(ปริมาณ)เท่าไหร่?

  How many (เท่าไหร่?) ใช้ถามจำนวน ปริมาณ (สำหรับนามนับได้)
 

    How many cars in this park?
    ในสวนมีรถกี่คัน?

    How many brother do you have?
    คุณมีพี่ชาย(น้องชาย)กี่คน?

  How long (นานแค่ไหน?) ใช้ถามระยะเวลา ช่วงเวลา
 

    How long do you drive to Chiang-mai?
    คุณ(ใช้เวลา)ขับรถไปเชียงใหม่นานแค่ไหน?

  How often (บ่อยแค่ไหน?) ใช้ถามความถี่ของการกระทำ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
 
    How often do you play basketball? / คุณเล่นบาสเก็ตบอลบ่อยแค่ไหน?

  How far (ไกลแค่ไหน?) ใช้ถามระยะทาง
 

    How far from your home to Bangkok?
    ระยะทางจากบ้านคุณถึงกรุงเทพฯไกลแค่ไหน?

  How old (อายุเท่าไหร่?) ใช้ถามอายุ
 

    How old is your brother?
    พี่(น้อง)ชายของคุณอายุเท่าไหร่?

  How tall/How high (สูงเท่าไหร่?) ใช้ถามความสูง ระยะตามแนวตั้ง
 
  
    How tall is that guy?
    ผู้ชายคนนั้นสูงเท่าไหร่?

    How high is this mountain?
    ภูเขาลูกนี้สูงแค่ไหน?

  How big (ใหญ่แค่ไหน?) ใช้ถามขนาด
 

    How big is your car?
    รถของคุณคันใหญ่แค่ไหน?
 นี่เป็นรูปแบบอื่นๆ ที่ใช้ขึ้นต้นประโยค เมื่อเราจะถามข้อมูล
  • Could you tell me...?  บอกฉันหน่อยได้ไหมว่า
  • Do you know...?       คุณรู้ไหมว่า
  • Do you happen to know...? คุณรู้ไหมว่า....?
  • I'd like to know...   ฉันอยากจะรู้ว่า
  • Could you find out...? 
  • I'm interested in...     ฉันกำลังสนใจใน
  • I'm looking for..  ฉันกำลังมองหา
รูปแบบสองประโยคนี้ ใช้ถามเพื่อต้องการทราบข้อมูลทางโทรศัพท์
  • I'm calling to find out...  ฉันโทรมาเพื่ออยากทราบว่า
  • I'm calling about...  ฉันโทรมาเรื่อง


Giving information
 

วิธีการตอบคำถามเพื่อให้ข้อมูลนั้น มีหลักการกว้าง ๆ โดยอิงจาก Wh-question ที่ขึ้นต้นประโยคคำถามนั้น ๆ เช่น

การตอบคำถามที่ขึ้นต้นด้วย What 


คำตอบควรจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ รายละเอียด หรือคุณสมบัติต่าง ๆ ของสิ่งนั้น
ถาม: What is your favorite food?
        อาหารโปรดของคุณคืออะไร?
ตอบ: My favorite food is lasagna.
       อาหารโปรดของฉันคือลาซานญ่า

การตอบคำถามที่ขึ้นต้นด้วย When
 

คำตอบควรจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ วัน เวลา
ถาม: When will you go to Bangkok?
       คุณจะเข้ากรุงเทพเมื่อไหร่?
ตอบ: I will go on Monday.
       ฉันจะไปวันจันทร์

การตอบคำถามที่ขึ้นต้นด้วย Where
 

คำตอบควรจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ สถานที่
ถาม: Where do your parents live?
       พ่อแม่ของคุณอาศัยอยู่ที่ไหน?
ตอบ: They live in New York.
        พวกท่านอยู่ที่นิวยอร์ก


การตอบคำถามที่ขึ้นต้นด้วย Who
 

คำตอบควรจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ บุคคล
ถาม: Who is the man in your house?
       ผู้ชายที่อยู่ในบ้านคุณคือใคร?
ตอบ: He is my nephew.
       เขาเป็นหลานชายผมเอง

การตอบคำถามที่ขึ้นต้นด้วย Why
 

คำตอบควรจะเป็นการให้เหตุผล หรือสิ่งจูงใจ
ถาม: Why didn’t you join party at the beach last night?
       ทำไมเมื่อคืนคุณไม่ไปร่วมงานปาร์ตี้ที่ชายหาด?
ตอบ: Because I got a headache so badly last night.
       เพราะเมื่อคืนผมปวดหัวมาก ๆ

การตอบคำถามที่ขึ้นต้นด้วย How
 
|
คำตอบควรจะเป็นการอธิบายหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการ หรือการดำเนินไปของการกระทำนั้น ๆ
ถาม: How do you go to the theater?
       คุณไปที่โรงหนังยังไง?
ตอบ: I go there by bus.
       ผมขึ้นรถเมล์ไป

เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างหลักการในการตอบคำถามเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้น
 
ในบางครั้งการให้ข้อมูลต่าง ๆ จำเป็นต้องคำนึงถึงข้อมูลหรือรายละเอียดมากกว่ารูปแบบ
การตอบคำถามจึงมีได้อีกหลากหลายวิธีนับไม่ถ้วน ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และการเรียนรู้เพื่อฝึกฝนให้ชำนาญ
การขอและการให้ข้อมูลจึงจะเต็มไปด้วยประสิทธิภาพด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย 




                      A
sking for help


       


คือ การขอความช่วยเหลือมีหลักๆ สองวิธีหลักๆก็คือ
   
           1.การขอความช่วยเหลือโดยใช้รูปประโยคที่สุภาพ
           2.การขอความช่วยเหลือโดยการใช้รูปประโยคแบบเป็นกันเอง

1. การขอความช่วยเหลือโดยใช้รูปแบบประโยคที่สุภาพ (Asking for help by using polite sentences)
           รูปแบบประโยค สำนวนการขอความช่วยเหลือที่นิยมใช้กันในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้
         
         1.1 Could you please (do something) for (someone) ?
                กรุณา …….. ให้ ……..ได้ไหม ?
ตัวอย่าง
        
        a) Could you please give me a glass of water ?
            คุณจะกรุณาให้น้ำฉันหนึ่งแก้วได้ไหม ?
    
        b) Could you please give a lift for Joe ?
            คุณจะกรุณาพาโจขึ้นรถไปกับคุณได้ไหม ?

** ประโยคนี้มีคำกิริยาที่เป็นภาษาแสลง คือ “give a lift” หมายถึงพาคนขึ้นรถไปด้วยและไปส่งถึงที่

       1.2 Would you please …………………………...?
            คุณจะกรุณา……ได้ไหม ?

** ประโยคนี้มีการใช้คล้ายกับการใช้ could you please และมีความหมายเดียวกันคือ การขอความช่วยเหลือ
** หลัง Please ต้องเป็นกริยาช่องที่ 1 หรือ Infinitive without ‘to’ เท่านั้น
     
       1.3 Would you mind (V.ing หรือ Gerund phrase) ………………?
           คุณรังเกียจไหมที่จะ……….

การใช้ would you mind ต้องตามด้วย V.ing หรือ Gerund phrase เสมอและการตอบจะตอบกลับกับรูปประโยคคำถามปกติ

การตอบรับจะตอบเป็นปฎิเสธ คือ “No, I don’t mind closing the window for you.”
ไม่รังเกียจเลยที่จะปิดหน้าต่างให้คุณ หรือถ้าตอบปฎิเสธจะใช้ yes เช่น “Yes, I do mind closing the windows for you. It is very warm her, sorry.” การตอบปฎิเสธคือ การบอกผู้ถามว่า ฉันไม่ปิดหน้าต่างให้คุณและควรให้เหตุผลด้วย เช่น เพราะอากาศร้อน เป็นต้น
      1.4 Could you possible ……………………………?
ประโยคคำถามนี้เป็นการถามอย่างสุภาพเช่นกัน
 2. การขอความช่วยเหลือโดยใช้รูปแบบที่เป็นกันเอง Can you ……………?
การใช้ can you ในการขอความช่วยเหลือเป็นการใช้ประโยค อย่างเป็นกันเองกับคนใกล้ชิดเช่นเพื่อนควรใช้ can you.

ตัวอย่าง
      “Hi Joe! Can you help me carrying these luggages ?”
       โจช่วยผมขนกระเป๋าหน่อยสิ. 
 3. การตอบ            การตอบการขอความช่วยเหลือมีหลายรูปแบบ ในที่นี้ขอยกประโยคหลักๆดังนี้

การตอบรับ 1. Yes, I can help you.
             2. Okay.
             3.Certainly, I'd be glad to help you.

การตอบปฎิเสธ 1. I am sorry, I'm quite busy now.
                 2. I am sorry. I have to go back now.
                 3. No, I cannot help you.

นอกจากนี้ การขอความช่วยเหลือผู้ขอควรคำนึงถึงกาละเทศะด้วย การขอความช่วยเหลือโดยทั่วไปควรมีการเกริ่นนำและขึ้นอยู่กับกาละเทศะ เช่น เมื่อเราไปบ้านเพื่อนที่สนิทกัน เรารู้ว่าเราสามารถขอน้ำดื่มได้อย่างสนิทใจ เมื่อไปประชุม บางครั้งหิวน้ำอาจจะขอน้ำได้อย่างสุภาพเช่นกันโดยให้เหตุผลว่าคอแห้ง เช่น “Excuse me. May I have a glass of water ? I have a dry throat.” การถามแบบนี้ส่วนมากจะได้รับการตอบรับ

                                                       Asking for a Reason 




Asking for a reason หรือ การถามเหตุผล เพื่อขยายความ หาข้อมูล หาที่มาที่ไป หรือตอบข้อสงสัยต่าง ๆ ที่เราพบเจอในชีวิตประจำวัน การถามเหตุผลหรือขอเหตุผลโดยทั่วไปมักจะเป็นไปในรูปแบบของประโยคคำถามและมักขึ้นต้นประโยคด้วย “ Why “ 

ยกตัวอย่างเช่น
  • Why didn’t you come last night?
    ทำไมเมื่อคืนคุณไม่มาล่ะ?
  • Why does he go abroad?
    ทำไมเขาถึงได้ไปเมืองนอกล่ะ?
  • Why are you so serious?
    ทำไมคุณถึงจริงจังขนาดนั้น?
  • Why didn’t you take a break this morning?
    ทำไมเมื่อเช้าคุณถึงไม่ไปพัก?
หรือเป็นรูปประโยคบอกเล่า หรือขอร้อง โดยที่มีคำว่า Why อยู่ในประโยค ยกตัวอย่าง
  • I wonder why they come here today.
    ผมสงสัยว่าทำไมพวกเขาถึงได้มาที่นี่วันนี้
  • Could you tell me why you are late?
    คุณจะบอกได้ไหมว่าทำไมคุณถึงมาสาย?
  • Please explain why she’s still here.
    ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมว่าทำไมหล่อนถึงยังอยู่ที่นี่
  • I would like to know why you have to leave early today.
    ฉันอยากรู้ว่าทำไมคุณต้องออกก่อนเวลาวันนี้
  • What is the reason for working very hard?
    อะไรคือเหตุผลที่คุณทำงานหนักขนาดนี้?
  • I would like to know why you like sitting at the beach.
    ผมอยากรู้ว่าทำไมคุณถึงชอบมานั่งที่ชายหาด
  • I want to know why we have to go such early.
    ผมอยากรู้ว่าทำไมเราถึงต้องออกกันแต่เช้าแบบนี้
  • Tell me why he did like that on the report.
    บอกฉันทีว่าทำไมเขาถึงได้ทำแบบนั้นกับรายงาน
  • Could you explain why I can’t have a seat here?
    คุณช่วยอธิบายได้ไหมว่าทำไมผมถึงนั่งตรงนี้ไม่ได้?
นอกจากนี้ยังมีประโยคในรูปแบบอื่น ๆ ที่ถามหาเหตุผลโดยตรง เช่น
  • Explain to me the reason of revenue decreasing.
    อธิบายให้ผมฟังถึงเหตุผลที่ยอดขายลดลง
  • Tell me the reason for your absence.
    บอกเหตุผลที่คุณขาดงานให้ผมฟังหน่อย
  • Please tell the reason for leaving early today.
    ช่วยบอกเหตุผลที่ต้องเลิกงานก่อนเวลาวันนี้
  • What is the reason for using my computer?
    อะไรคือเหตุผลที่ต้องมาใช้เครื่องของผม
  • I want to know the reason of taking sick leave while you’re not sick.
    ผมต้องการเหตุผลที่คุณลาป่วยทั้ง ๆ ที่คุณไม่ได้ป่วย
  • Could you give me a reason of standing outside?
    คุณพอจะบอกเหตุผลที่คุณยืนอยู่ข้างนอกนี่ได้ไหมครับ?
  • Please explain the reason for this fail process.
    ช่วยอธิบายเหตุผลที่กระบวนนี้ล้มเหลวที
นอกจากการใช้รูปประโยคต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วนั้น ในการถามหรือขอเหตุผล การใช้น้ำเสียงที่สุภาพจะทำให้ผู้ถูกถามไม่รู้สึกว่าเป็นการคาดคั้น หรือบังคับให้บอก ซึ่งจะทำให้การหาข้อมูล หรือที่มาที่ไปนั้นมีความชัดเจน และได้รายละเอียดที่ผู้ตอบเต็มใจให้ข้อมูลมากยิ่งขึ้น

Asking and Answering a Question

Asking and answering a question คือ การถามคำถามและการตอบคำถาม เราสามารถตั้งคำถามในภาษาอังกฤษโดยการใช้ Verb to be, Verb to do และ Verb to have ขึ้นต้นประโยคโดยวางไว้หน้าประธาน ยกตัวอย่าง

Verb to be
 เช่น

    I am a student. / Am I a student?
    ฉันเป็นนักเรียน / ฉันเป็นนักเรียนหรือ?

    You are from Thailand. / Are you from Thailand?
    คุณมากจากประเทศไทย / คุณมาจากประเทศไทยหรือ?

    She is a doctor. / Is she a doctor?
    เธอเป็นหมอ / เธอเป็นหมอหรือ?

    They are talking. / Are they talking?
    พวกเขากำลังคุยอยู่ / พวกเขากำลังคุยอยู่หรือ?

    I am working. / Am I working?
    ฉันกำลังทำงานอยู่ / ฉันกำลังทำงานอยู่หรือ?

    He is walking. / Is he walking?
    เขากำลังเดินอยู่ / เขากำลังเดินอยู่หรือ?

    It is eating. / Is it eating?
    มันกำลังกินอยู่ / มันกำลังกินอยู่หรือ?

โดยมีหลักการดังนี้

   Is ใช้กับประธาน He, She, It และประธานรูปเอกพจน์
   Am ใช้กับ I เท่านั้น
   Are ใช้กับประธาน You, We, They และประธานรูปพหูพจน์

Verb to do เช่น

   I walk to school. / Do I walk to school?
   ฉันเดินไปโรงเรียน / ฉันเดินไปโรงเรียนหรือ?

   You drive to work. / Do you drive to work?
   คุณขับรถไปทำงาน / คุณขับรถไปทำงานหรือ?

   They play tennis every week. / Do they play tennis every week?
   พวกเขาเล่นเทนนิสทุกอาทิตย์ / พวกเขาเล่นเทนนิสทุกอาทิตย์หรือ?

   He goes to the bank on Monday. / Does he go to the bank on Monday?
   เขาไปธนาคารวันจันทร์ / เขาไปธนาคารวันจันทร์หรือ?

   She speaks German. / Does she speak German?
   เธอพูดภาษาเยอรมัน / เธอพูดภาษาเยอรมันหรือ?

โดยมีหลักการดังนี้

  Do ใช้กับประธาน I, You, We, They และประธานรูปพหูพจน์
  Does ใช้กับประธาน He, She, It และประธานรูปเอกพจน์

Verb to have 
แบ่งเป็น 2 กรณี

  1. กรณีที่ have/has เป็นการแสดงความเป็นเจ้าของ
     สามารถตั้งประโยคคำถามโดยการนำ Have/Has ขึ้นต้นประโยค โดยวางไว้หน้าประธาน เช่น

      I have (got) 2 cars. / Have I got 2 cars?
      ฉันมีรถ 2 คัน / ฉันมีรถ 2 คันเหรอ?

      You have (got) a book. / Have you got a book?
      คุณมีหนังสือเล่มนึง / ฉันมีหนังสือเล่มนึงหรือ?

      He has (got) 3 pets. / Has he got 3 pets?
      เขามีสัตว์เลี้ยง 3 ตัว / เขามีสัตว์เลี้ยง 3 ตัวหรือ?

    It has (got) a tail. / Has it got a tail?
    มันมีหางอันนึง / มันมีหางอันนึงหรือ?

  2. กรณีที่ have/has เป็นกิริยาของประโยค เราสามารถตั้งคำถามโดยใช้ Do/Does เข้ามาช่วย เช่น

     I have breakfast late every day. / Do I have breakfast late every day?
     ฉันทานอาหารเช้าทุกวัน / ฉันทานอาหารเช้าทุกวันหรือ?

     They have to work early this morning. / Do they have to work early this morning?
     พวกเขาต้องทำงานเร็วกว่าปกติเช้านี้ / พวกเขาต้องทำงานเร็วกว่าปกติเช้านี้หรือ?

การใช้ have/has มีหลักการคือ

    Have ใช้กับประธาน I, You, We, They และประธานรูปพหูพจน์
    Has ใช้กับประธาน He, She, It และประธานรูปเอกพจน์

การตั้งคำถามในรูปแบบข้างต้น บางครั้งเรียกว่าการตั้งคำถามแบบปิด
คือคำตอบสำหรับการตั้งคำถามข้างต้น ส่วนใหญ่เป็นการตอบคำถามแบบ Yes/No ตามด้วยสิ่งที่ถาม ยกตัวอย่างเช่น

    ถาม: Are you a student?
           คุณเป็นนักเรียนหรือ?
    ตอบ: Yes, I am a student. / No, I’m not a student.
           ใช่ ฉันเป็นนักเรียน / ไม่ใช่ ฉันไม่ได้เป็นนักเรียน

    ถาม: Are they going to the beach?
           พวกเขากำลังไปที่ชายหาดกันหรือ?
    ตอบ:Yes, they are going to the beach. / No, they aren’t going to the beach.
          ใช่ พวกเขากำลังไปที่ชายหาด / ไม่ใช่ พวกเขาไม่ได้กำลังไปที่ชายหาด

    ถาม: Is he a policeman?
           เขาเป็นตำรวจหรือ?
    ตอบ: Yes, he is a policeman. / No, he isn’t a policeman.
          ใช่ เขาเป็นตำรวจ / ไม่ใช่ เขาไม่ได้เป็นตำรวจ

    ถาม: Do we go to work early?
         (เราไปทำงานเร็วหรือ?)
    ตอบ: Yes, we go to work early. / No, we don’t go to work early.
          (ใช่ เราไปทำงานเร็ว / ไม่ใช่ เราไม่ได้ไปทำงานเร็ว)

    ถาม: Does it bite?
           มันกัดไหม?
    ตอบ:Yes, it bites. / No, it doesn’t bite.         
          ใช่ มันกัด / ไม่ มันไม่กัดหรอก
 
    ถาม: Have you got a pencil?
          คุณมีดินสอไหม?
    ตอบ: Yes, I have (got) a pencil. / No, I haven’t got a pencil.
          ใช่ ฉันมีดินสอแท่งนึง / ไม่ ฉันไม่มีดินสอ

    ถาม: Has she got a car?
           เธอมีรถไหม?
    ตอบ: Yes, she has (got) a car. / No, she hasn’t got a car.
          ใช่ เธอมีรถคันนึง / ไม่ เธอไม่มีรถ

เราสามารถตอบคำถามประเภทนี้แบบย่อ โดย

   ถาม: Are you a student?
   ตอบ: Yes, I am. / No, I’m not.
          ใช่ / ไม่ใช่

   ถาม: Are they going to the beach?
  ตอบ: Yes, they are. / No, they aren’t.

   ถาม: Is he a policeman?
   ตอบ: Yes, he is. / No, he isn’t.

   ถาม: Do we go to work early?
   ตอบ: Yes, we do. / No, we don’t.

   ถาม: Does it bite?
   ตอบ: Yes, it does. / No, it doesn’t.

   ถาม: Have you got a pencil?
   ตอบ: Yes, I have. / No, I haven’t.

   ถาม: Has she got a car?
   ตอบ: Yes, she has. / No, she hasn’t.


นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามโดยใช้ Wh-questions (What, When, Where, Who, Whose, Whom, Why, Which and How)
ซึ่งการตั้งคำถามในลักษณะนี้ จะเป็นการถามคำถามแบบเปิด หรือเรียกว่าการตั้งคำถามเพื่อต้องการข้อมูล คำตอบส่วนใหญ่จะเป็นคำตอบที่แสดงรายละเอียด หรือให้ข้อมูลมากขึ้น สามารถศึกษาการตั้งคำถามแบบ Wh-question ได้ในบทที่เกี่ยวกับ Asking/Giving information.
   

Apologising & Saying Sorry


Apologising & Saying sorry คือ การขอโทษและการแสดงความเสียใจ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเราจะกล่าวคำขอโทษเพื่อแสดงความเสียใจในสิ่งที่ได้ทำผิดไปแล้ว รวมไปถึงอาการ หรือการกระทำต่างๆที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ อาทิเช่น การจาม การไอ การสะอึก หรือแม้แต่การเรอ โดยไม่ได้ตั้งใจ ในสถานการณ์ใด สถานการณ์หนึ่ง เป็นต้น


People typically use apologies for a variety of reasons such as: 
จุดประสงค์หรือเหตุผลหลักของการขอโทษและการแสดงความเสียใจมีดังต่อไปนี้

    1.To say that they are sorry
       เพื่อแสดงความเสียใจ
  
    2.To explain why the offense happened
       เพื่ออธิบายสิ่งที่กระทำผิดไปแล้ว

    3.To make a repair for the offense and maintain a good relationship with the addressee.
       เพื่อแก้ไขการกระทำผิด และรักษาสัมพันธภาพ

การขอโทษและการแสดงความเสียใจ (Apologising & Saying sorry) 

ประโยคและสำนวนที่เรามักพบบ่อยๆมีดังต่อไปนี้

      I’m sorry. 
ฉันเสียใจ
      (แอม ซอรี่)
      


      I’m very sorry. ฉันเสียใจมาก
      (แอม เวรี่ ซอรี่)
     
      I’m terribly sorry.ฉันเสียใจจริงๆ
     (แอม เทอร์ริบลี่ ซอรี่)

      I’m extremely sorry. ฉันเสียใจจริงๆ
     (แอม เอ็กซ์ตรีมี่ ซอรี่)

      I really do apologize. ฉันขอโทษจริงๆ
     (ไอ เรียลลี่ ดู อะโพโลไจซ์)

      Please forgive me. ได้โปรดยกโทษให้ฉันด้วย
     (พลีส ฟอร์กีฟ มี)

     Please accept my apologies.ได้โปรดรับคำขอโทษจากฉันด้วย
     (พลีส แอคเซป มาย อะโพโลไจซ์)

     Pardon me. ขอโทษที
    (พาร์ดอน มี)

     Excuse me. ขอโทษที
    (เอ็กคิซ์ว มี)

การตอบรับการขอโทษ (Accepting apology)

ประโยคและสำนวนที่เรามักพบบ่อยๆมีดังต่อไปนี้

   
    That’s all right. ไม่เป็นไร
   (แดซ์ส ออล์ ไรท์)

    That’s OK. ไม่เป็นไร
    (แดซ์ส โอเค)

    Not at all. ไม่เป็นไร
    (นอท แอท ออล์)

    Not to worry. ไม่ต้องคิดมาก
    (นอท ทู วอร์รี่)

    Please don’t worry. อย่าคิดมากเลย
   (พลีส ด๊น วอร์รี่)

    It doesn’t matter. ไม่เป็นไร
   (อิท ดาสซึ่น แมทเทอร์)

    It doesn’t matter at all. ไม่เป็นไรจริงๆ
   (อิท ดาสซึ่น แมทเทอร์ แอท ออล์)

    It really doesn’t matter at all. ไม่เป็นไรเลยจริงๆ
   (อิท เรียลลี่ ดาสซึ่น แมทเทอร์ แอท ออล์)

    Forget it. ลืมมันไปเถอะ
   (ฟอร์เกท อิท)

    Let’s forget it. ลืมมันไปเถอะ
   (เลทส์ ฟอร์เกท อิท)

People apologize in different ways in different situations. If someone complains, you can apologize and:
เราสามารถแสดงการขอโทษได้มากมายหลากหลายรูปแบบ ถ้าใครบ่นว่า เราสามารถกล่าวคำขอโทษและใช้คำดังต่อไปนี้

    give an excuse (แก้ตัว) "I didn't realize"
    admit a mistake (ยอมรับผิด) "I'm sorry for the problem."
    make an offer (เสนอข้อแก้ไข) "I'll turn it down."
    make a promise (ให้คำมั่นสัญญา) "It won't happen again."

   


Edited & illustrated by Big John

AGREEMENT AND DISAGREEMENT

 

  
Agreement & Disagreement คือ การแสดงความเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย 

Agreement (การเห็นด้วย)
การเห็นด้วยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

   Agreeing in English (การเห็นด้วยทั่วๆไป)  
     สำนวนที่พบเห็นได้บ่อยๆคือ

   · I think you’re right. (ไอ ติ๊ง ยัว ไรท์)
     ฉันคิดว่าคุณถูก
  
   · I agree with you. (ไอ อะกรี วิท ยู)
     ฉันเห็นด้วยกับคุณ

  Strong agreement (การเห็นด้วยอย่างยิ่ง)
      

     สำนวนที่พบเห็นได้บ่อยๆคือ


   · You’re absolutely right. (ยัว แอบโซรูทลี่ ไรท์)
     คุณถูกต้องที่สุด

   · I agree entirely. (ไอ อะกรี เอ็นไทรรี่)
     ฉันเห็นด้วยอย่างทั้งหมดทั้งปวง

   · I totally agree. (ไอ โททอลลี่ อะกรี)
     ฉันเห็นด้วยอย่างสิ้นเชิง

   Partly agreeing (การเห็นด้วยบางส่วน, เห็นด้วยบางอย่าง)
   
     
สำนวนที่พบเห็นได้บ่อยๆคือ

   · I agree with you up to the point, but….
    (ไอ อะกรี วิท ยู อัพ ทู เดอะ พ๊อย, บัท.....)
     ฉันเห็นด้วยกับคุณตรงจุดที่ว่า แต่...

   · That’s quite true, but…
    (แดทส์ ไควท์ ทรู, บัท...)
    นั่นค่อนข้างจะจริง แต่...

   · I agree with you in principle, but…
    (ไอ อะกรี วิท ยู อิน พริ้นซิเพิ้ล, บัท...)
    ฉันเห็นด้วยกับคุณในส่วนของหลักการ แต่...

Disagreeing (การไม่เห็นด้วย)การไม่เห็นด้วยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

   Disagreeing (การไม่เห็นด้วยทั่วๆไป)

     สำนวนที่พบเห็นได้บ่อยๆคือ


  

 
  · I’m not sure I agree with you. (แอม น๊อต ชัว ไอ อะกรี วิท ยู)
    ฉันไม่แน่ใจว่าฉันเห็นด้วยกับคุณ

  · (I’m afraid) I don’t agree. (แอม อะเฟรด ไอ ด๊น อะกรี)
    ฉันเกรงว่าฉันจะไม่เห็นด้วย

  · (I’m afraid) I disagree. (แอม อะเฟรด ไอ ดีสอะกรี)
    ฉันเกรงว่าฉันจะไม่เห็นด้วย

  · (I’m afraid) I can’t agree with you. (แอม อะเฟรด ไอ แค๊น อะกรี วิท ยู)
    ฉันเกรงว่า ฉันจะไม่สามารถเห็นด้วยกับคุณได้

  · (I’m afraid) I don’t share your opinion. (แอม อะเฟรด ไอ ด๊น แชร์ ยัว โอพิเนี่ยน)
    ฉันเกรงว่า ฉันจะไม่สามารถเข้าร่วมกับความคิดเห็นของคุณได้

Note: 
ในประโยคภาษาอังกฤษ เวลาที่เราแสดงความไม่เห็นด้วย เราอาจเจะกริ่นด้วย I’m afraid .... ไว้ที่ต้นประโยค เพื่อที่ประโยคจะดูนุ่มนวลและสุภาพมากขึ้น

  Disagreeing strongly (การไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง)

     
สำนวนที่พบเห็นได้บ่อยๆคือ

  · I don’t agree at all. (ไอ โด๊น อะกรี แอท ออล์)
    ฉันไม่เห็นด้วยเลย
  
  · I couldn’t agree with you more. (ไอ คู้ดเดิ้น อะกรี วิท ยู มอร์)
     ฉันไม่สามารถเห็นด้วยไปมากกว่านี้แล้ว


 * I totally disagree. (ไอ โททอลลี่ ดีสอะกรี)
   ฉันไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิง

 * I couldn’t agree with you less. (ไอ คู้ดเดิ้น อะกรี วิท ยู เลส)
   ฉันไม่เห็นด้วยเลย